บางทีชีวิตก็ต้องการทะเล บางทีก็อยากไปนั่งโง่ ๆ ริมทะเล บางทีก็มีอารมณ์อยากไปฟังเสียงคลื่น อะไรนะที่ทำให้เราชอบทะเล บางทีอาจจะเป็นเพราะเสียงคลื่นของทะเล ลมที่พัดผ่านจากทะเล หาดทรายที่เราเหยียบ ผู้คนที่หลงไหลในทะเล หรือต้นไม้ริมทะเล หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้เรารู้สึกถึงความผ่อนคลายเมื่อมาทะเล ดั่งเช่นคำที่ใครสักคนกล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติบำบัด ขจัดเรื่องราวที่ยุ่งเหยิงด้วยเสียงคลื่นและลมทะเล”

ในประเทศไทยสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลนั้นมีตั้งแต่ภาคตะวันออก จนถึงภาคใต้ ซึ่งเราสามารถเลือกเดินทางไปเที่ยวทะเลในสถานที่ที่เราชอบหรือตามสะดวกของแต่ละคน หรือแต่ละจุดหมายของแต่ละคนในการที่ไปทะเล

ทะเลเเหวก กระบี่
รูปภาพจาก booking-thailand.com

สำหรับเรา เราต้องการไปทะเล เพื่อเรียนรู้สิ่งที่แตกต่าง ไปค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ดูน้ำทะเลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีขึ้นมีลงเหมือนชีวิต ยามขึ้นก็มีสิ่งดี ๆ ยามลงก็มีสิ่งดี ๆ เปรียบเหมือนชีวิตของตัวเรา หรือ แม้นกระทั่งทะเล ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกที่จะไปทะเลแหวก ทะเลที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ของจังหวัดกระบี่

การเดินทางไปทะเลแหวกนั้น สำหรับเราต้องวางแผนเพราะเราตั้งใจเดินทางไปคนเดียว และต้องการไปอย่างไคร่ครวญในชีวิต เราจึงเลือกการเดินทางที่ไม่เร่งรีบมากนัก เพราะเรามีเวลาและไม่ได้ตั้งใจไปเที่ยวหลายแห่ง อยากไปแค่กระบี่ และตั้งใจไปเที่ยวทะเลแหวกเป็นสำคัญที่เหลือก็แล้วแต่โชคชะตาจะพาไป

ใช่แล้ว เราเลือกเดินทางไปทะเลแหวกด้วยรถโดยสารประจำทาง โดยไปขึ้นรถที่สถานีขนส่งสายใต้ ไปลงที่จังหวัดกระบี่ โดยมีรายละเอียดของตารางรถพร้อมค่าใช้จ่ายดังนี้ คือ เราเลือกรถของบริษัทลิกไนต์ทัวร์ ซึ่งเป็นรถมาตรฐาน 1 (ก)รถ VIP ปรับอากาศชั้น 1 มีที่นั่ง 24 ที่นั่ง เราชอบตรงที่ปรับเอนนอนได้ 135 องศา มีห้องสุขภัณฑ์ พร้อมบริการอาหารเครื่องดื่มและมีพนักงานต้อนรับประจำรถ ราคา 920 บาท จริงๆ ราคาไม่ต่างจากการขึ้นเครื่องบินเท่าไหร่ แต่เนื่องจากคอนเซ็ปต์การเที่ยวของเราต้องการไปอย่างช้า ๆ ไม่รีบ เพราะเราตั้งชื่อทริปนี้ว่า “ไคร่ครวญทริป” เราเลือกเดินทางตอนกลางคืนแล้วไปเช้าที่กระบี่ เพื่อจะได้นั่งนอนคิดอะไรเล่น ๆ ระหว่างเดินทาง และจะได้มีโอกาสได้เรียนรู้ผู้คนรอบข้างจากการนั้งรถโดยสารคันเดียวกัน สำหรับการเดินทางใช่จะมีความสุขเมื่อถึงปลายทางเท่านั้น เรื่องราวผู้คนระหว่างทางก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเพราะมันเป็นความสุขที่เราสามารถหาได้ บางทีเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานเราก็ชอบเก็บภาพเรื่องราวเหล่านั้นไว้ เห็นคุณตานั่งมองเหม่อไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายก็ทำให้เราได้สะท้อนใจว่าอะไรนะที่คุณตากำลังนึกถึงอยู่ บางทีไปเที่ยวทะเลแหวก แต่อาจจะได้มากกว่าทะเลแหวกเพราะความใส่ใจและสนใจในผู้คนและสิ่งรอบ ๆ ตัวที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง

เรามาถึงสถานีขนส่งกระบี่ตอนเช้า หาอาหารเช้าทานเสร็จ มองผู้คน และเดินถ่ายรูป จนเกือบเที่ยง เลยนั่งมอเตอร์ไซด์ไปที่อ่าวนาง เพราะเราจองที่พักไว้ที่นั่น ที่ตรงจุดทะเลแหวกเลย ไม่มีที่พัก ดังนั้นที่พักทะเลแหวก อาจจะพักในเมืองกระบี่ หรือ อ่าวนางก็ได้ สำหรับเราเลือกพักอ่าวนาง และเลือกพักแบบโฮลเทล ราคาไม่แพงเท่าไหร่ ที่พักทะเลแหวกเราเลือกที่นี่ Mini Boxtel Aonang Hostel เพราะราคาไม่แพงเพียง 350 บาทต่อคืน แถมยังอยู่ใกล้ทะเล พอเราเช็คอินเสร็จเราก็เก็บของแล้วเดินออกมาไปเดินเล่นชายหาด แวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ และหยิบหนังสือไปหนึ่งเล่ม เพื่อหามุมอ่านหนังสือ และฟังเสียงคลื่น วันนี้เราไม่ไปไหน อยู่ใกล้ ๆ แถวที่พัก เดินไปเรื่อย ๆ ปล่อยใจให้ใคร่ครวญคิดเรื่องบางเรื่อง จนถึงหลายเรื่องในหัว จริง ๆ เราก็อยาก    เคลียร์มันออกไป เสียงคลื่น น้ำทะเลที่ไกลสุดลูกหูลูกตาบางทีก็ช่วยได้จริง ๆ กลับมาขึ้นไปชั้นบนของโฮสเทลนั่งดูวิวบนระเบียงก็สวยและได้ความรู้สึกไปอีกแบบ หยิบหนังสือเล่มโปรดมาอ่าน และพักหลับตาสักพัก

Mini Boxtel Aonang Hostel
รูปภาพจาก mini-boxtel-aonang-hostel-ao-nang.booked.net

หนึ่งวันผ่านไป ยังไม่ถึงทะเลแหวกเลย สถานที่ที่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา การเลือกเดินทางไปทะเลแหวกนั้น เราเลือกเดินทางไปกับทัวร์กระบี่ดอทคอมพ์ และไปร่วมกับกลุ่มคนอื่นที่ไม่รู้จักกัน ทำให้ได้เพื่อนใหม่หลายคนในทริปการเดินทางไปทะเลแหวกในครั้งนี้ นี่แหละเสน่ห์ของการเดินทางที่บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราจะพบเจอใครในการเดินทางบ้าง ขอเพียงเราเปิดใจ ไม่ก้มหน้ามองแต่มือถือ เล่นแต่เฟสบุ๊ค ส่องแต่ชีวิตคนอื่น เราก็จะได้สบตากับผู้คน มอบรอยยิ้มให้กับผู้คน ได้รับความมีน้ำใจให้แก่กัน ได้เห็นความจริง ที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่ทุกวัน แต่อยู่ที่ว่าเราเลือกจะมองและยอมรับ เพื่อเข้าใจมันหรือเปล่า เราเลือกโปรแกรมทัวร์ One day trip เป็นประเภททัวร์รายวัน มีกิจกรรมดำน้ำ และเล่นน้ำชายหาด ด้วย ซึ่งโปรแกรมทัวร์แบบวันเดียวไปกลับนี้มีบริการทุกวัน เป็นเรือหางยาว ราคา 450 บาท ต่อคน ซึ่งรถของทัวร์กระบี่ดอทคอมพ์จะมารับเราที่โรงแรมประมาณ 08.30 น. และเดินทางไปกับเพื่อนร่วมทริปเพื่อไปที่ท่าเรือ และเปลี่ยนการเดินทางไปเรือหางยาว ซึ่งมีความปลอดภัยสูง เพราะคนขับเป็นคนพื้นที่ ที่มีอาชีพขับเรือหางยาวเป็นระยะเวลาอย่างยาวนาน พร้อมมีเสื้อชูชีพใส่ป้องกันให้เรียบร้อย

เริ่มการเดินทางเพื่อท่องส่องทะเลกระบี่ และแวะชมเกาะต่าง ๆ พร้อมดำน้ำในจุดที่เรือแวะให้ดำ เพื่อรอเวลาตามที่เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงเวลาไหนน้ำลงซึ่งเราจะเห็นเห็นน้ำทะเลค่อย ๆ ลด ลงแล้วเราสามารถเห็นพื้นทรายที่ขาวสะอาด เป็นทางยาวจากเกาะหนึ่งไปยังเกาะหนึ่ง ซึ่งสวยงามและเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างให้คนกระบี่และคนไทย รวมถึงชาวต่างประเทศได้เข้ามาเยี่ยมชมกันจนเราเรียก ทะเลแหวกนี้ ว่า Unseen Thailand กันเลยทีเดียว

เกาะไก่
รูปภาพจาก phuketairportthai.com

ด้วยเหตุนี้คนขับเรือจึงพากลุ่มเราไปดำน้ำตรงบริเวณใกล้ ๆ เกาะไก่ เราสังเกตุว่าเกาะมันมีคอยาว ๆ ซึ่งเป็นหินแหลม ๆ ทำให้มองเห็นคล้ายเป็นคอยาวของไก่ยาวขึ้นไป และมีหลังอูม ๆ ก็เหมือนไก่อยู่นะ เอ..หรือจะเป็นไก่งวงได้ไหมอะ สงสัยด้วยเหตุนี้เค้าจึงเรียกเกาะไก่ คนขับเรือจอดให้เราเล่นน้ำ ดำน้ำ ดูปลาเสือ ดูหอยเม่น และปะการัง ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ เกาะไก่ เราโชคดีมากในวันที่เราไปท้องฟ้าสดใส แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือความดำ .. ดังนั้นเวลาไปดำน้ำแบบนี้ แนะนำให้ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวจะดีกว่า สำหรับคนที่ไม่อยากให้ผิวของตนเองดำ เพราะคิดว่าครีมกันแดดบางทีก็ไม่น่าจะเอาอยู่ ถ้าดูจากสภาพเราเอง

เล่นน้ำกันพอประมาณคนขับเรือก็พาแล่นเรือวนไปรอบ ๆ เพื่อดูความสวยงามของธรรมชาติที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ หมู่เกาะปอดะ คือ เกาะทับ เกาะหม้อ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่น้ำจะลดแล้ว คนขับเรือก็พาเราไปลงฝั่งหนึ่งของเกาะ ที่นี่เกาะจะมีหาดทรายขาวสวย เหยียบแล้วนุ่มเท้าแต่แอบร้อน ดังนั้นจึงต้องเตรียมหมวก หรือ อุปกรณ์ป้องกันแดดไว้ด้วย เรารับประทานอาหารกันบนเกาะนี้ และถ่ายรูปกับธรรมชาติที่สวยงาม ทะเลที่มีสีน้ำทะเลใสแจ๋ว คนมาเที่ยวเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะชาวต่างชาติทั้งผู้หญิงและผู้ชายทำให้ทะเลแหวกจึงคร่าคร่ำไปด้วยผู้คน สักพักเมื่อน้ำทะเลเริ่มลด สิ่งที่เป็นไฮไลท์ ก็เริ่มบังเกิดให้เราเห็นต่อหน้าต่อตา น้ำทะเลค่อย ๆ ลด ตามกระแสน้ำขึ้นน้ำลง เมื่อน้ำทะเลค่อย ๆ ลด หาดทรายสีขาวก็ค่อย ๆ โผล่เป็นทางยาว ตามความตื้นเขินของน้ำในแต่ละจุดซึ่งจะเป็นทางยาว ช่างเป็นภาพที่กดซัตเตอร์ถ่ายรูปแทบไม่ทัน บางทีก็ไม่อยากจะถ่ายรูปเพราะอยากเก็บภาพไว้ในความทรงจำจากดวงตาทั้งสองของเราเอง แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ เดี๋ยวพอกลับไปไม่มีรูปถ่ายอีก ดังนั้นเราจึงสลับการถ่ายรูป และดื่มด่ำกับภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างจิตที่แทบจะจำไม่ได้ว่าหายใจอยู่หรือเปล่า ใครจะรู้เพียงแค่เวลาไม่กี่เสี้ยวนาที ธรรมชาติก็ได้ทำศิลปะขั้นสูงให้หมู่มวลชาวโลกได้ยลว่าความอเมซิ่งมีอยู่จริงอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อดื่มด่ำเสร็จแล้ว เราก็เยื้องกรายเดินตามหาดทรายสีขาวที่แหวกแบ่งทะเลเป็นสองฝั่ง ซึ่งเป็นทางยาวไปอีกเกาะหนึ่ง ค่อย ๆ เดินนไปพร้อมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด จุดหมายฉันมาถึงแล้ว มาเที่ยวทะเลแหวก แบบแปลก ๆ แบบคนเดียว แบบใคร่ครวญทริป แบบให้เห็นว่าความจริงบนโลกใบนี้ยังมีอะไรที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นอยู่ตั้งมากมาย ที่นี่หอยแม่นจะเยอะพอสมควร ดังนั้นเวลาเดินต้องระวัง ขาไปไม่ค่อยมีปัญหา เพราะน้ำลดเราเห็นหาดทรายชัด แต่ตอนขากลับอาจจะต้องสังเกตุให้ดี เพราะเราโดนมาละ ฮ่าๆๆ

ทะเลเเหวก กระบี่
รูปภาพจาก tlcthai.com

ข้ามไปอีกเกาะจะมีน้ำและเครื่องดื่มต่าง ๆ ขาย รวมถึงไอศกรีม เรามัวแต่นั่งดูทะเล ทานไอศกรีม หันมาอีกทีน้ำทะเลขึ้นแล้วซะงั้น ทำให้ทางเดินที่เป็นทรายสีขาวเป็นทางยาว หายไปและจมไปกับทะเล น้ำทะเลจากแยกเป็นสองฝั่งดั่งทะเลแหวก รวมกลายเป็นน้ำผืนเดียวกัน เราจึงต้องลุกจากที่นั่ง แล้วรีบเดินกลับ ตอนขากลับน้ำเกือบถึงเข่า และเราถอดรองเท้าเดิน รวมถึงไม่ได้ดูทางในน้ำ จึงเหยียบโดยหอยเม่น เจ็บเลย แต่ไม่ต้องกังวัล เพราะคนขับเรือสอนมาเรียบร้อยแล้วว่า ถ้าโดนหอยเม่นตำให้ใช้รองเท้าทุบ ๆ ตรงที่หอยเม่นตำ จะทำให้มันแหลกและคลายความเจ็บปวด เราทำแล้วได้ผลแฮะ

จากนั้นเราก็กลับพร้อมกับเพื่อนใหม่ในทริป เพื่อกลับที่พักพร้อมกับมิตรภาพใหม่และความประทับใจในการได้มาเที่ยวทะเลแหวกในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำหรับเรามาก เราได้เรียนรู้ว่า ในโลกนี้อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน ทุกอย่างมีขึ้นมีลง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดูอย่างทะเลที่มีกระแสน้ำขึ้นน้ำลงทำให้เกิดทะเลแหวก คงเปรียบได้ดั่งใจเราที่ไม่มีความแน่นอนอะไรสักอย่าง มีโลเล มีผันแปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกระแส และสิ่งเราที่เข้ามา ทำให้พลันนึกถึงโลกธรรม 8 โดยไม่รู้ตัว ว่ามันคือความจริงของชีวิตทุกคนบนโลกใบนี้จริง ๆ ไม่เว้นแม้แต่สิ่งไม่มีชีวิตดั่งเช่นธรรมชาติ ดั่งเช่นทะเลแหวก ที่เราได้สัมผัสมา

พอตกกลางคืนเรานัดกับเพื่อนใหม่ ๆที่รู้จักเหมารถกันไปเที่ยวถนนคนเดินในตัวเมืองกระบี่ ไปทานอาหารเย็นที่นั่นกัน

สรุปทริปนี้เสียค่าใช้จ่ายรวม         3,990 บาท สำหรับ 3 วัน 2 คืน (เฉลี่ยก็วันละ 1,000 บาท)

  • ค่าเดินทาง    1,840 บาท (พอดีราคาแล้ว เราวางแผนดี ๆ นั่งเครื่องตอนลดราคาได้ราคาดีกว่านี้)
  • ค่าที่พัก        700 บาท สำหรับ สองคืน (อันนี้คุ้มมาก)
  • ค่าเรือ        450 บาท
  • ค่าอาหาร     1,000 บาท (เราทานทุกอย่างที่อยากทานอะ)

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้สำหรับทริปนี้

  • หากต้องการเวลาเพิ่มและกลับไม่เหนื่อย จงเลือกเดินทางโดยเครื่องบินและซื้อตั๋วตอนโปรลดราคา เพราะขาไปสนุกแต่ขากลับเริ่มรู้สึกเหนื่อยละ เพราะอยากถึงบ้านเร็ว ๆ
  • เตรียมเสื้อแขนยาว และกางเกงขายาว รวมถึงหมวกไปด้วย
  • ซื้อขนมปังติดไปด้วย เผื่อหิวกลางทะเล และเหลือให้ปลาได้ด้วย (เผื่อเรียกปลาว่ายมาหา)
  • เวลาไปทะเลแหวก อย่านั่งเพลินจนลืมเวลาและไม่สังเกตุว่าน้ำเริ่มขึ้นแล้ว และสังเกตุหอยเม่นด้วย
  • ธรรมชาติบำบัดจิตใจเราได้ และทำให้เราคิดอะไร ๆ ได้หลายอย่างในขณะที่เรามองธรรมชาติที่ปรากฎอยู่ข้างหน้า และบางทีความจริงบางเรื่องจะปรากฎมาเพื่อให้คำตอบบางเรื่องที่เราต้องการค้นหาด้วย
  • มิตรภาพมีมากมายอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราเปิดใจมองเห็นมันหรือเปล่า
  • ผู้คนและเรื่องราวระหว่างทางก็สร้างความสุขให้เราได้ไม่แพ้กับจุดหมายปลายทาง